วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โครงสร้างพื้นฐานของ HTML

โครงสร้างของ HTML จะประกอบไปด้วยส่วนของคำสั่ง 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น ส่วนหัว (Head) และส่วนที่เป็นเนื้อหา (Body) โดยมีรูปแบบคำสั่งดังนี้<HTML>
<HEAD>
<TITLE> ชื่อโปรแกรมหรือข้อมูลที่ต้องการแสดงในส่วนหัว </TITLE>
</HEAD>
<BODY>
คำสั่งหรือข้อความที่ต้องการให้แสดง
</BODY>
</HTML> 

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การบ้าน ม.2/4

ให้นักเรียนโพสต์ข่าวสารเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

การบ้าน ม.2/3

ให้นักเรียนโพสต์ข่าวสารเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

การบ้าน ม.2/2

ให้นักเรียนโพสต์ข่าวสารเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

การบ้าน ม.2/1

ให้นักเรียนโพสต์ข่าวสารเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แนวข้อสอบข้อเขียน ม.1 เรื่องบทบาทและความสำคัญของคอมพิวเตอรื์


คำชี้แจง  ตอนที่ 2  แบบทดสอบชุดนี้เป็นแบบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ
คำชี้แจง   จงเขียนคำอธิบายจากภาพว่าภาพดังกล่าวเป็นการใช้บทบาทคอมพิวเตอร์ด้านใด  เพราะอะไร

ภาพที่ 1  คำอธิบาย: http://t3.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQjzwCCZNCLrkQC5Bx7-b6NnPdXOWjsx5Nx41XeX-11FvYCyqW4                   ภาพที่ 2 คำอธิบาย: http://learners.in.th/file/pui111/501.jpg

ภาพที่ 3          ภาพที่ 4
ภาพที่ 5                                             ภาพที่ 5   คำอธิบาย: http://t2.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTNZNy7yIZY1rlq6e9w-AgAJ_LcL-WBm1c6bvvloUID7H_Dnx8CgQ

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แนวข้อสอบข้อเขียนโครงงานคอมพิวเตอร์


คำชี้แจง  ตอนที่ 2  แบบทดสอบชุดนี้เป็นแบบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ จงเขียนคำตอบให้สมบูรณ์ที่สุด
1.โครงงานคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท และนักเรียนเลือกทำประเภทใด เพราะเหตุใด
2.โครงงานคอมพิวเตอร์สามารถประยุกต์ได้กับวิชาใดบ้าง
3.หลักการโครงงานคอมพิวเตอร์กล่าวว่า
4.จุดมุ่งหมายหลักในการโครงงานคอมพิวเตอร์คือ
5.ในการทำโครงงานคอมพิวเตอร์นักเรียนได้ประโยชน์อะไร

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เค้าโครงโครงงาน


องค์ประกอบของเค้าโครงของโครงงาน 



- ชื่อโครงงาน-> ทำอะไร กับใคร เพื่ออะไร
- ชื่อผู้จัดทำโครงงาน-> ผู้รับผิดชอบโครงงาน อาจเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มก็ได้
- อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน-> ครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ควบคุมการทำโครงงานของ นักเรียน
- ระยะเวลาดำเนินงาน-> ระยะเวลาการดำเนินงานโครงงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด
- แนวคิด ที่มา และความสำคัญ-> สภาพปัจจุบันที่เป็นความต้องการและความคาดหวังที่จะเกิดผล
- วัตถุประสงค์-> สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงงานทั้งในเชิงกระบวนการ และผลผลิต
- หลักการทฤษฎีและเหตุผล-> หลักการและทฤษฎีที่นำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน
- วิธีดำเนินงานโครงงาน-> กิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ และงบประมาณ
- ขั้นตอนการปฏิบัติงาน-> วัน เวลา และกิจกรรมดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด
- ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ-> สภาพของผลที่ต้องการให้เกิด ทั้งที่เป็นผลผลิต กระบวนการ และผลกระทบ
- เอกสารอ้างอิง-> ซื่อเอกสาร ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆ ที่นำมาใช้ในการดำเนินงาน 

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

คำถามเรื่องอินเทอร์เน็ต ม.1

1 ความหมายของอินเทอร์เน็ต
2 วิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต
3 ประเทศใดเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก โดยหน่วยงานใด ปี ค.ศ. ใด
4 อินเทอร์เน็ตเข้ามาในประเทศเมื่อปี พ.ศ.ใด โดยหน่วยงานใด
5 ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตที่มีต่อนักเรียน
6 โทษของอินเทอร์เน็ต
7 บริการบนอินเทอร์เน็ตมีอะไรบ้าง ได้แก่
8 อินเทอร์เน็ตมีกี่ประเภท
9 องค์ประกอบของอินเทอร์เน็ต ได้แก่
10 เว็บไซต์ใดให้บริการด้านดารสื่อสาร  ค้นหาข้อมูล  เกมส์  บล๊อกส่วนตัว  ข่าวสาร

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การหาค่าเฉลี่ย

..สูตร (Formular)
.................เป็นสูตรที่เราสร้างขึ้นมาเอง โดยใช้สูตร Function ร่วมกับสูตรอื่นๆ
.................ในการป้อนสูตร ลงไปในเซลล์ สูตรทุกสูตรจะต้องขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย = เสมอ ถ้าไม่ใส่หรือใส่ผิดที่ โปรแกรมจะไม่คำนวณให้
................เครื่องหมายในการคำนวณ ใน Ms-Excel 97
.................1. เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ ....(บวก)....,.... - (ลบ)........(คูณ)....,
.............................................................
 / (หาร)........(ยกกำลัง)....,....(เปอร์เซ็นต์)
ตัวอย่างการใช้งาน
=256+179
=222-81
=153*3.5
=145/2
=10^2
.................2. เครื่องหมายทางตรรกะ ได้แก่........ > (มากกว่า) ........ <.(น้อยกว่า)....... ,........ =.(เท่ากับ)......,.......................................................................................... <> (ไม่เท่ากับ)........ ,........ >= (มากกว่าหรือเท่ากับ)........ ,........ <= (น้อยกว่าหรือเท่ากับ)
วิธีการคำนวณในเซลล์
1. การหารวมผลหรือการบวก
.....................................วิธีที่ 1 : การใส่สูตรคำนวณลงในเซลล์ ( ตามตัวอย่างในตาราง ) ในช่องรวมคะแนน วิชา ดร 221 ....................................................สูตรที่ป้อนคือ =69+21 จากกดแป้น Enter.....................................วิธีที่ 2 : การใช้ไอคอน รวมผลอัตโนมัติ  ( ตามตัวอย่างในตาราง ) โดยวิธีการ คลิก แล้วลาก....................................................จาก 72 ถึง ช่องรวมคะแนน แล้วคลิกไอคอน 
2. การหาร้อยละของจำนวน.......ใช้วิธีการป้อนสูตรลงเซลล์ คือ =N1*100/N (ดังตารางตัวอย่าง).....................................................................จากตาราง ต้องการหา ร้อยละของจำนวนนักเรียนชาย 80 คน .....................................................................จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 190 คน
3. การหาจำนวนของร้อยละ ......ใช้วิธีการป้อนสูตรลงเซลล์ คือ = N*N1% (ดังตารางตัวอย่าง).....................................................................จากตาราง ต้องการหา จำนวนเงินที่ลด ในอัตราส่วนลด 15% จากราคาสุทธิ 650.-บาท
4. การหาเลขยกกำลัง
......................................สูตรการหาเลขยกกำลัง .....สมมุติว่า ต้องการหา...  ...เท่ากับเท่าไหร่ ?......................................วิธีการป้อนสูตรคือ =100^2 .....กด Enter ผลลัพธ์ คือ 10000
............MS- Excel มีสูตร 2 ประเภท คือ ฟังก์ชั่น (Function) และ ฟอร์มูล่า (Formula) ทั้งสองอย่างนี้เราเรียกว่า สูตร 
............Function เป็นสูตรสำเร็จรูป มาพร้อมกันกับMs - Excel เช่น ค่า Sum Max Min เป็นต้น
............การใช้ฟังก์ชั่นเพื่อการคำนวณ
Fuctionหน้าที่ /รูปแบบ/ตัวอย่างการใช้สูตร
SUMหาผลรวมของของตัวเลขตัวอย่าง Cell B5 ใส่ตัวเลข 69...............Cell B6 ใส่ตัวเลข 42...............Cell B7 ใส่ตัวเลข 36...............Cell B8 ใส่ตัวเลข 41=SUM(B5:B8) ...........ผลลัพธ์ 188
AVERAGEหาค่าเฉลี่ยของข้อมูล=AVERAGE(15.2,16,13.5,12.4,18,12)
IFประมวลผลหาค่าจริงหรือเท็จ จากเงื่อนไขที่ระบุรูปแบบ =IF (เงื่อนไข, ค่ากรณีเงื่อนไขถูกต้อง, ค่ากรณีเงื่อนไขไม่ถูกต้อง) ตัวอย่าง กำหนดเงื่อนไขว่า ผลการเรียน 4 คือ นักเรียนที่ได้คะแนน
ตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป (คะแนน 80 อยู่ในเซลล์ D6)
=IF(D6>=80,"4")
MAXค่าจำนวนสูงสุดรูปแบบ =MAX(N1, N2,...)=MAX(15.2,16,13.5,12.4,18,12)
STDEVค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
รูปแบบ =STDEV(
N1, N2,...)
=STDEV(15.2,16,13.5,12.4,18,12)
MEDIANค่ากลาง
รูปแบบ
=MEDIAN(15.2,16,13.5,12.4,18,12)
MINค่าต่ำสุดของจำนวนรูปแบบ =MIN (N1, N2,...)=MIN(15.2,16,13.5,12.4,18,12)
ROUNDDOWNปัดตัวเลขลงรูปแบบ =ROUNDDOWN (ตัวเลข,จำนวนหลัก)=ROUNDDOWN(12.345,2) ....ผลลัพธ์ 12.34
ROUNDUPปัดตัวเลขขึ้นรูปแบบ =ROUNDUP (ตัวเลข,จำนวนหลัก)=ROUNDUP(1234.5,-1) ....ผลลัพธ์ 12.40
ROUNDปัดตัวเลขขึ้น หรือลง
รูปแบบ 
=ROUND(ตัวเลข,จำนวนหลัก)
=ROUND(12.345,2)....ผลลัพธ์ 12.35
............การวางฟังก์ชั่น...........คลิกเมาส์ที่ ไอคอน  ..........จะปรากฎกรอบ วางฟังก์ชั่น........แต่ละฟังก์ชั่นจะมีคำอธิบายการใช้งานและรูปแบบการวางไว้

.......................1. คำนวณตัดเกรด.......................
เงื่อนไขการตัดสินผลการเรียนการสอน
ได้คะแนน 80 ขึ้นไป ............. ผลการเรียนเป็น 4
ได้คะแนน 79 - 70 
............... ผลการเรียนเป็น 3
ได้คะแนน 69 - 60 
............... ผลการเรียนเป็น 2
ได้คะแนน 59 - 50 
............... ผลการเรียนเป็น 1
ได้คะแนน 49 - 0 
................. ผลการเรียนเป็น 0
สูตรตัวอย่างที่ใช้
=IF(D5>=80,"4",IF(D5>=70,"3",IF(D5>=60,"2",IF(D5>=50,"1",IF(D5>=0,"0")))))
( คะแนนBw - Fn ของเลขที่ 1 อยู่ในเซลล์ D5 )
...2. คำนวณหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน..
กรณีตัวอย่างการหาค่า X-bar และ SD. ชั้น ม.5/1
สูตรการหาค่า X-bar

กดแป้น F2 ที่ เซลล์ L7
สูตรการหาค่า SD.

กดแป้น F2 ที่ เซลล์ M7
 

ให้ป้อนสูตรในลงเซลล์ที่ว่าง ในที่นี้คือ N7

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การเขียนผังงาน

ผังงานและการเขียนโปรแกรม

ผังงาน (flowchart) คือ แผนภาพซึ่งแสดงลำดับขั้นตอนของการทำงาน โดยแต่ละขั้นตอนจะถูกแสดงโดยใช้สัญลักษณ์ซึ่งมีความหมายบ่งบอกว่า ขั้นตอนนั้น ๆ มีลักษณะการทำงาน ทำให้ง่ายต่อความเข้าใจ ว่าในการทำงานนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง และมีลำดับอย่างไร

ผังงานกับชีวิตประจำวัน 
การทำงานหลายอย่างในชีวิตประจำวัน จะมีลักษณะที่เป็นลำดับขั้นตอน ซึ่งก่อนที่ท่านจะได้ศึกษาวิธีการเขียนผังงานโปรแกรม จะแนะนำให้ท่านลองฝึกเขียนผังงานที่แสดงการทำงานในชีวิตประจำวันวันก่อนเพื่อเป็น การสร้างความคุ้นเคยกับสัญลักษณ์รูปภาพต่าง ๆ ที่จะมีใช้ในผังงานโปรแกรมต่อไป ดัง ตัวอย่าง 1 เขียนผังงานที่แสดงขั้นตอนการส่งจดหมาย


ตัวอย่างที่ 2 เขียนผังงานแสดงวิธีการรับประทานยา ที่แบ่งขนาดรับประทานตามอายุของผู้ทานดังนี้ 
• อายุมากกว่า 10 ปี รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชา
• อายุมากกว่า 3 ปี ถึง 10 ปี รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา
• อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 3 ปี รับประทานครั้งละ 1/2 ช้อนชา
• แรกเกิดถึง 1 ปี ห้ามรับประทาน


โครงสร้างการทำงานแบบมีการเลือก ( Selection ) เป็นโครงสร้างที่ใช้การตรวจสอบเงื่อนไขเพื่อการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยโครงสร้างแบบนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ IF - THEN - ELSE และ IF - THEN

โครงสร้างแบบ IF - THEN - ELSE เป็นโครงสร้างที่จะทำการเปรียบเทียบเงื่อนไขที่ใส่ไว้ในส่วนหลังคำว่า IF และเมื่อได้ผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบก็จะเลือกว่าจะทำงานต่อในส่วนใด กล่าวคือถ้าเงื่อนไขเป็นจริง ( TRUE ) ก็จะเลือกไปทำงานต่อที่ส่วนที่อยู่หลัง THEN แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ( FALSE ) ก็จะไปทำงานต่อในส่วนที่อยู่หลังคำว่า ELSE
แต่ถ้าสำหรับโครงสร้างแบบ IF - THEN เป็นโครงสร้างที่ไม่มีการใช้ ELSE ดังนั้น ถ้ามีการเปรียบเทียบเงื่อนไขที่อยู่หลัง IF มีค่าเป็นจริง ก็จะไปทำส่วนที่อยู่หลัง Then แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็จะไปทำคำสั่งที่อยู่ถัดจาก IF - THEN แทน
ตัวอย่าง 3 การเขียนผังงานอ่านค่าข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ในตัวแปร A และ B แล้วทำการเปรียบเทียบในตัวแปรทั้งสอง โดยมีเงื่อนไขดังนี้
• ถ้า A มากกว่า B ให้คำนวณหาค่า A - B และเก็บผลลัพธ์ไว้ในตัวแปรชื่อ RESULT
• ถ้า A น้อยกว่าหรือเท่ากับ B ให้คำนวณหาค่า A + B และเก็บผลลัพธ์ไว้ในตัวแปรชื่อ RESULT







วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ตัวอย่างการเขียนโครงงานอย่างย่อเล่ม

การเขียนรายงานโครงงาน
        เป็นการนำเสนอผลของการศึกษาในรูปแบบของการเขียนรายงาน  ซึ่งแสดงถึงขั้นตอนวิธีการทำโครงงาน  ผลของการศึกษาและการอภิปรายสรุปผลการศึกษา  โดยรูปแบบของการเขียนรายงานประกอบด้วย
1. ปกหน้า
                                                      

2. ปกใน
                                                    
3. บทคัดย่อ
          อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน  วัตถุประสงค์  วิธีดำเนินการ  และผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อ  เช่น 
 บทคัดย่อ
โครงงานวิทยาศาสตร์  เรื่อง  แผ่นปูนซีเมนต์จากชานอ้อย
คณะผู้จัดทำ
1.   ด.ญ. ขนิษฐา      อุทธา  เลขที่  23 ชั้น ม. 3/1
2.   ด.ญ. พรพระเทพ    เลี่ยมชาญชัย  เลขที่  24 ชั้น ม. 3/1
3.   ด.ญ. วิภาวรรณ เชื้อทอง  เลขที่  25 ชั้น ม. 3/1
4.   ด.ญ. กิตติมา หว่างบุญ  เลขที่  35 ชั้น ม. 3/1
สถานศึกษา โรงเรียนวัดราชาธิวาส   สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
รายวิชา โครงงานวิทยาศาสตร์  (30203)    ปีการศึกษา  2549
          โครงงานวิทยาศาสตร์  เรื่อง  แผ่นปูนจากชานอ้อย  จัดทำขึ้นเพื่อหาวัสดุทดแทนในการผลิตแผ่นปูนซีเมนต์  เป็นการลดการใช้ทรัพยากรประเภท กรวด ทราย ซึ่งมีปริมาณลดน้อยลง  อีกทั้งเป็นการนำวัสดุที่เหลือทิ้งกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์อีกครั้ง  ในการทดลองครั้งนี้ได้นำชานอ้อย    มาเป็นส่วนผสม  โดยการตัดชานอ้อยแห้งออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ยาวประมาณครึ่งนิ้ว  จากนั้นนำปูนซีเมนต์  ชานอ้อย  ทรายและน้ำ มาผสมในอัตราส่วนต่างๆ แล้วเทใส่บล็อก  นำไปตากให้แห้ง  ตรวจสอบคุณภาพของแผ่นปูนซีเมนต์ชานอ้อย  พบว่าอัตราส่วนระหว่างปูนซีเมนต์  ชานอ้อย  ทรายและน้ำ ในอัตราส่วน  10 : 1  :  5  :  10  เป็นอัตราส่วนที่ดีที่สุด  ทนต่อแรงกระแทกขนาด 20 นิวตัน ในระดับความสูง 5 เมตรได้  แผ่นปูนที่ได้มีลักษณะผิวค่อนข้างเรียบ  ดังนั้นผลการทดลองไม่สนับสนุนสมมติฐานที่ว่า  ถ้าอัตราส่วนของวัสดุที่ใช้ผสมมีผลต่อคุณภาพของแผ่นปูนซีเมนต์  ดังนั้น อัตราส่วนที่ดีที่สุดคืออัตราส่วนที่มีส่วนผสมของวัสดุเท่าๆ กัน  กล่าวคือ  การทดลองที่ใช้ส่วนผสมในอัตราส่วนที่เท่าๆ กัน ปรากฏว่า  เนื้อของแผ่นปูนไม่เรียบ  สามารถใช้มือบิให้แตกออกจากกันได้  ส่วนอัตราส่วนที่ดีที่สุดนั้นมีความแข็งแรงสามารถใช้ในการปูรองบนพื้นได้  แต่ยังไม่แข็งแรงพอที่จะนำไปใช้ในการก่อสร้างผนังอาคาร  และปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ชานอ้อยจะดูดซับน้ำได้มาก  ทำให้แผ่นปูนแห้งก่อนที่จะเกาะตัวกัน  จึงต้องนำชานอ้อยแห้งแช่น้ำปูนซีเมนต์ก่อนที่จะทำการผสม  ดังนั้นถ้าจะนำชานอ้อยไปใช้เป็นวัสดุทดแทน จึงต้องพัฒนาอัตราส่วนที่เหมาะสมต่อไป  หรือหาวัสดุอื่นที่ไม่ดูดซับน้ำมาทดแทน
4. กิตติกรรมประกาศ
            เขียนบรรยายแสดงความขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุน ให้คำปรึกษาและคำแนะนำต่าง ๆ ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เช่น
                                                                    กิตติกรรมประกาศ
ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องแผ่นปูนซีเมนต์จากชานอ้อยในครั้งนี้  คณะผู้จัดทำได้รับความอนุเคราะห์จากกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์  ในการให้ยืมอุปกรณ์การทดลอง  นักการภารโรงที่ช่วยต่อแบบพิมพ์ สำหรับหล่อแผ่นปูน  และบุคคลที่ทำให้การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี  สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำโครงงานได้  อีกทั้งให้คำปรึกษาแนะนำในการทำโครงงานอย่างเป็นกันเอง คือ ครูจันทิมา  สุขพัฒน์  รวมทั้งผู้ปกครองของเพื่อนในกลุ่ม และคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้า  ที่ให้การสนับสนุนในด้านของงบประมาณและการให้ข้อเสนอแนะต่างๆ  คณะผู้จัดทำโครงงานจึงขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงมา  ณ โอกาสนี้
5. สารบัญ
6. บทที่  1  บทนำ

    6.1 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
          อธิบายความสำคัญของโครงงาน  เหตุผลที่เลือกทำโครงงานเรื่องนี้  และหลักการหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำโครงงาน  เรื่องที่ทำเป็นเรื่องใหม่หรือมีผู้อื่นเคยศึกษามาแกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แล้วถ้ามีได้ผลเป็นอย่างไร  และเรื่องที่ทำนี้เป็นการขยายผลหรือปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทำไว้แล้วอย่างไรบ้าง
    6.2 จุดประสงค์ของโครงงาน
    6.3 สมมติฐาน
    6.4 ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
          6.4.1 นิยามเชิงปฏิบัติการ
          6.4.2 ข้อจำกัดในการศึกษา / ทดลอง
7. บทที่  2   เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
          เป็นการเขียนข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำโครงงาน  โดยการสรุปเป็นองค์ความรู้ของตนเอง  หรือคัดลอกข้อความจากหนังสือ  โดยถ้าเป็นการสรุปองค์ความรู้เป็นของตนเอง  ต้องอ้างอิงเอกสารที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมท้ายเล่มรายงาน  แต่ถ้าเป็นการคัดลอกข้อความนั้นมา โดยไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหา  ให้อ้างอิงในการเขียนด้วย  ซึ่งการอ้างอิงที่เป็นที่นิยมคือ การอ้างอิงแบบนาม ปี  และควรระบุเลขหน้าไว้ด้วย  จากนั้นต้องอ้างอิงในเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมท้ายเล่มรายงานด้วยเช่นกัน
         
ตัวอย่างการอ้างอิงแบบนาม ปี เช่น
          พิมพันธ์  เดชะคุปต์  (2550 : 47)  ได้ให้ความหมายของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไว้ว่า  เป็นการศึกษาเพื่อค้นพบข้อความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ด้วยตัวของนักเรียนเอง และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีครูอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษา
8. บทที่  3   วัสดุ อุปกรณ์และวิธีดำเนินการ
    8.1 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
    8.2 วิธีดำเนินการ / วิธีทดลอง  
          อธิบายขั้นตอนการดำเนินการหรือขั้นตอนการทดลองโดยละเอียด
9. บทที่  4   ผลการสำรวจ / ศึกษา / ผลการทดลอง
         นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการสำรวจรวบรวมข้อมูล  หรือจากการทดลองต่าง ๆ ที่สังเกตรวบรวมได้  รวมทั้งเสนอผลงานการวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ด้วย ซึ่งอาจนำเสนอในรูปแบบของตาราง  แผนภาพ  แผนภูมิต่างๆ ก็ได้
10. บทที่  5   อภิปรายผลและสรุปผลการสำรวจ
          การอภิปรายผล  เป็นการนำหลักการ ทฤษฎีที่ได้สืบค้นมาในบทที่ มาอธิบายสนับสนุนผลของการทดลองที่เกิดขึ้นว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น  ทำไมไม่เป็นอย่างนี้  โดยการอภิปรายผลจากการวิเคราะห์  มีความสมเหตุสมผล น่าเชื่อถือ  แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับแนวคิด  ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง  อภิปรายถึงจุดอ่อนของการทำโครงงาน  องค์ประกอบที่ไม่ได้ควบคุมที่มีอิทธิพลต่อผลการศึกษาในการทำโครงงาน  และอภิปรายถึงความสำคัญของผลการศึกษา  
          การสรุปผล  เป็นการสรุปผลตามวัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน  ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุไว้ด้วยว่า  ข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้  หรือยังสรุปไม่ได้ 
11. เอกสารอ้างอิง / บรรณานุกรม
          เป็นการอ้างอิง  อ้างถึงหนังสือและหรือเอกสารต่าง ๆ ที่ผู้ทำโครงงานใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำโครงงานนี้
ตัวอย่าง  การเขียนรายการอ้างอิงหนังสือ
พิมพันธ์  เดชะคุปต์.  การสอนคิดด้วยโครงงาน.  ครั้งที่ 4.  กรุงเทพฯ  :  โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,  2550.

บทบาทของคอมพิวเตอร์

เหตุผลที่มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น คือ
1 . คอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก เช่น เก็บข้อมูลงานทะเบียนราษฏฐ์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยซึ่งสามารถตรวจสอบประ วัติของบุคคลต่างๆได้ เป็นต้น
2 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้รวดเร็ว งานบางอย่างคอมพิวเตอร์จะทำได้ในพริบตาในขณะที่ถ้าให้คนทำอาจจะต้องใช้เวลานา น
3 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องหยุดพัก คือทำงานได้ตลอดเวลา ในขณะที่ยังต้องมีไฟฟ้าอยู่
4 . คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ถ้ามีการกำหนดโปรแกรมทำงานที่ถูกต้อง จะไม่มีการทำงานผิดพลาดขึ้นมา
5 .คอมพิวเตอร์สามารถทำงานแบบคนได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย เช่น ที่มีก๊าซพิษ กัมมันตภาพรังสี หรือในงานที่มีความเสี่ยงสูงในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น 

 บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานต่างๆ 
1 . บทบาทของคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา
ปัจจุบันตามสถานศึกษาต่างๆ ได้มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมากมาย รวมทั้งใช้คอมพิวเตอร์ในงานบริหารของโรงเรียน เช่น การจัดทำประวัตินักเรียน ประวัติครูอาจารย์ การคัดคะแนนสอบ การจัดทำตารางสอน ใช้คอมพิวเตอร์ ในงานห้องสมุด การจัดทำตารางสอ น เป็นต้น

ตัวอย่างในการประยุกต์ด้านการศึกษา เช่น โปรแกรมรายงานการลงทะเบียนเรียน โปรแกรมตรวจข้อสอบ เป็นต้น


วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

อธิบายประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

1. ชื่อโครงงาน
ชื่อโครงงานเป็นสิ่งสำคัญประการแรก เพราะชื่อโครงการจะช่วยโยงความคิดไปถึงวัตถุประสงค์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และควรกำหนดชื่อโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักด้วย
การตั้งชื่อโครงงานของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นิยมตั้งชื่อให้มีความกะทัดรัดและดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน ผู้ฟัง แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องเข้าใจปัญหาที่สนใจศึกษาอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การเข้าใจวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย เช่น
โครงงานวิทยาศาสตร์ ชื่อ “ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวันตัวน้อย” ซึ่งปัญหาเรื่องที่สนใจศึกษาคือถุงน้ำพลาสติกสามารถไล่แมลงวันที่มาตอมอาหารได้จริงหรือ จากเรื่องดังกล่าวผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ บางคนหรือบางคณะอาจสนใจตั้งชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ ว่า “การศึกษาการไล่แมลงวันด้วยถุงน้ำพลาสติก” หรือ “ผลการใช้ถุงน้ำพลาสติกต่อการไล่แมลงวัน” ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามจะตั้งชื่อโครงการในแบบใด ๆ นั้น ต้องคำนึงถึงความสามารถที่จะสื่อความหมายถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจน
2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
การเขียนชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งดีเพื่อจะได้ทราบว่าโครงงานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใครและสามารถติดตามได้ที่ใด
3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
การเขียนชื่อผู้ให้คำปรึกษาควรให้เกียรติยกย่องและเผยแพร่ รวมทั้งขอบคุณที่ได้ให้คำแนะนำการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จนบรรลุเป้าหมาย
4. บทคัดย่อ
อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้
ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อประมาณ 300-350 คำ
(ถ้าใช้โปรแกรม Microsoft Word ในการพิมพ์สามารถตรวจสอบจำนวนคำจาก
เมนูเครื่องมือ เลือกคำสั่งนับจำนวนคำ...)
5.  กิตติกรรมประกาศ (คำขอบคุณ)
                    ส่วนใหญ่โครงงานวิทยาศาสตร์มักจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย
ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ  จึงควรได้กล่าวขอบคุณบุคลากรหรือ
หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยให้โครงงานนี้สำเร็จด้วย   
 
          6. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
                    ในการเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้ทำโครงงานจำเป็นต้องศึกษา หลักการทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจจะศึกษา หรือพูดเข้าใจง่าย ๆ ว่าเรื่องที่สนใจจะศึกษานั้นต้องมีทฤษฎีแนวคิดสนับสนุน เพราะความรู้เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในเรื่องต่อไปนี้
                    - แนวทางตั้งสมมติฐานของเรื่องที่ศึกษา
                    - แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมข้อมูล
                    - ใช้ประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพื่อนำความรู้และ          สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ค้นพบไปใช้ประโยชน์ต่อไป
                    การเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน คือ การอธิบายให้กระจ่างชัดว่าทำไม   ต้องทำ ทำแล้วได้อะไร หากไม่ทำจะเกิดผลเสียอย่างไร ซึ่งมีหลักการเขียนคล้ายการเขียนเรียงความ ทั่ว ๆ ไป คือ มีคำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป
                    ส่วนที่ 1 คำนำ :
                         เป็นการบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ์ สภาพทั่ว ๆ ไป หรือปัญหาที่มีส่วนสนับสนุนให้ริเริ่มทำโครงงานวิทยาศาสตร์
                    ส่วนที่ 2 เนื้อเรื่อง :
                         อธิบายถึงรายละเอียดเชื่อมโยงให้เห็นประโยชน์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมี หลักการ ทฤษฎีสนับสนุนเรื่องที่ศึกษา หรือการบรรยายผลกระทบ ถ้าไม่ทำโครงงานเรื่องนี้
                    ส่วนที่ 3 สรุป :
                         สรุปถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามส่วนที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหา ค้นข้อความรู้ใหม่ ค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้เป็นไปตามเหตุผลส่วนที่ 1   
          7. วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน
                    วัตถุประสงค์ คือ กำหนดจุดมุ่งหมายปลายทางที่ต้องการให้เกิดจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ในการเขียนวัตถุประสงค์ ต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายสอดคล้องกับชื่อโครงงาน หากมีวัตถุประสงค์หลายประเด็น ให้ระบุเป็นข้อ ๆ การเขียนวัตถุประสงค์มีความสำคัญต่อแนวทาง การศึกษา ตลอดจนข้อความรู้ที่ค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบนั้นจะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน คือ     ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทุก ๆ ข้อ   
          8. สมมติฐานของการศึกษา
                    สมมติฐานของการศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงาน   ต้องให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองได้ชัดเจนและรอบคอบ ซึ่งสมมติฐานก็คือ การคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีหลักและเหตุผล ตามหลักการ  ทฤษฎี รวมทั้งผลการศึกษาของโครงงานที่ได้ทำมาแล้ว   
          9. ขอบเขตของการทำโครงงาน
                    ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการทำโครงงาน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา
                    1. การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ การกำหนดประชากรที่ศึกษาอาจเป็นคนหรือสัตว์หรือพืช ชื่อใด กลุ่มใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เมื่อเวลาใด  รวมทั้งกำหนด             กลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเหมาะสมเป็นตัวแทนของประชากรที่สนใจศึกษา
                    2. ตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนมากมักเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอกชนิดของ     ตัวแปรอย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งการควบคุมตัวแปรที่ไม่สนใจศึกษา เป็นทักษะกระบวนการ   ทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องเข้าใจ ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็น    ตัวแปรตาม และตัวแปรใดบ้างเป็นตัวแปรที่ต้องควบคุมเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและ      ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน   
          10. วิธีดำเนินการ
                    วิธีดำเนินการ หมายถึง วิธีการที่ช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการทำ      โครงงาน ตั้งแต่เริ่มเสนอโครงการกระทั่งสิ้นสุดโครงการ ซึ่งประกอบด้วย
                    1. การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา
                    2. การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล
                    3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
                    4. การวิเคราะห์ข้อมูล
                    ในการเขียนวิธีดำเนินการให้ระบุกิจกรรมที่ต้องทำให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง เรียงลำดับกิจกรรมก่อนและหลังให้ชัดเจน เพื่อสามารถนำโครงการไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง   
          11. ผลการศึกษาค้นคว้า
                    นำเสนอข้อมูลหรือผลการทดลองต่าง ๆ ที่สังเกตรวบรวมได้ รวมทั้งเสนอผล
การวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ด้วย   
 
                   
          12. สรุปผลและข้อเสนอแนะ
                   อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำโครงงาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐาน ควรระบุด้วยว่าข้อมูล    
ที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมติฐานที่ตั้งไว้  หรือยังสรุปไม่ได้    อกจากนี้ยังควรกล่าวถึงการนำผล
การทดลองไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงานหรือข้อสังเกตที่สำคัญหรือข้อผิดพลาด
บางประการที่เกิดขึ้นจากการทำโครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข หากมีผู้ศึกษา
ค้นคว้าในเรื่องที่ทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย   
                   
          13. เอกสารอ้างอิง
                    เอกสารอ้างอิง คือ รายชื่อเอกสารที่นำมาอ้างอิงเพื่อประกอบการทำโครงงาน      วิทยาศาสตร์  ตลอดจนการเขียนรายงานการทำโครงงานวิยาศาสตร์ ควรเขียนตามหลัการ          ที่นิยมกัน