โครงสร้างของ HTML จะประกอบไปด้วยส่วนของคำสั่ง 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น ส่วนหัว (Head) และส่วนที่เป็นเนื้อหา (Body) โดยมีรูปแบบคำสั่งดังนี้<HTML>
<HEAD>
<TITLE> ชื่อโปรแกรมหรือข้อมูลที่ต้องการแสดงในส่วนหัว </TITLE>
</HEAD>
<BODY>
คำสั่งหรือข้อความที่ต้องการให้แสดง
</BODY>
</HTML>
วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555
การบ้าน ม.2/4
ให้นักเรียนโพสต์ข่าวสารเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
การบ้าน ม.2/3
ให้นักเรียนโพสต์ข่าวสารเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
การบ้าน ม.2/2
ให้นักเรียนโพสต์ข่าวสารเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
การบ้าน ม.2/1
ให้นักเรียนโพสต์ข่าวสารเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น ด้านคอมพิวเตอร์ ด้านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555
แนวข้อสอบข้อเขียน ม.1 เรื่องบทบาทและความสำคัญของคอมพิวเตอรื์
คำชี้แจง ตอนที่ 2 แบบทดสอบชุดนี้เป็นแบบอัตนัย
จำนวน 5 ข้อ
คำชี้แจง
จงเขียนคำอธิบายจากภาพว่าภาพดังกล่าวเป็นการใช้บทบาทคอมพิวเตอร์ด้านใด เพราะอะไร
ภาพที่ 1
ภาพที่ 2 
ภาพที่ 2 
ภาพที่ 3
ภาพที่ 4 
ภาพที่ 4 
ภาพที่ 5
ภาพที่ 5 
ภาพที่ 5 
วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555
แนวข้อสอบข้อเขียนโครงงานคอมพิวเตอร์
คำชี้แจง ตอนที่ 2 แบบทดสอบชุดนี้เป็นแบบอัตนัย
จำนวน 5 ข้อ จงเขียนคำตอบให้สมบูรณ์ที่สุด
1.โครงงานคอมพิวเตอร์มีกี่ประเภท และนักเรียนเลือกทำประเภทใด เพราะเหตุใด
2.โครงงานคอมพิวเตอร์สามารถประยุกต์ได้กับวิชาใดบ้าง
3.หลักการโครงงานคอมพิวเตอร์กล่าวว่า
4.จุดมุ่งหมายหลักในการโครงงานคอมพิวเตอร์คือ
5.ในการทำโครงงานคอมพิวเตอร์นักเรียนได้ประโยชน์อะไร
5.ในการทำโครงงานคอมพิวเตอร์นักเรียนได้ประโยชน์อะไร
วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เค้าโครงโครงงาน
องค์ประกอบของเค้าโครงของโครงงาน
| - ชื่อโครงงาน | -> ทำอะไร กับใคร เพื่ออะไร |
| - ชื่อผู้จัดทำโครงงาน | -> ผู้รับผิดชอบโครงงาน อาจเป็นรายบุคคล หรือรายกลุ่มก็ได้ |
| - อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน | -> ครู-อาจารย์ผู้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ควบคุมการทำโครงงานของ นักเรียน |
| - ระยะเวลาดำเนินงาน | -> ระยะเวลาการดำเนินงานโครงงาน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด |
| - แนวคิด ที่มา และความสำคัญ | -> สภาพปัจจุบันที่เป็นความต้องการและความคาดหวังที่จะเกิดผล |
| - วัตถุประสงค์ | -> สิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดโครงงานทั้งในเชิงกระบวนการ และผลผลิต |
| - หลักการทฤษฎีและเหตุผล | -> หลักการและทฤษฎีที่นำมาใช้ในการพัฒนาโครงงาน |
| - วิธีดำเนินงานโครงงาน | -> กิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ และงบประมาณ |
| - ขั้นตอนการปฏิบัติงาน | -> วัน เวลา และกิจกรรมดำเนินการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด |
| - ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ | -> สภาพของผลที่ต้องการให้เกิด ทั้งที่เป็นผลผลิต กระบวนการ และผลกระทบ |
| - เอกสารอ้างอิง | -> ซื่อเอกสาร ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆ ที่นำมาใช้ในการดำเนินงาน |
วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555
คำถามเรื่องอินเทอร์เน็ต ม.1
1 ความหมายของอินเทอร์เน็ต
2 วิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต
3 ประเทศใดเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก โดยหน่วยงานใด ปี ค.ศ. ใด
4 อินเทอร์เน็ตเข้ามาในประเทศเมื่อปี พ.ศ.ใด โดยหน่วยงานใด
5 ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตที่มีต่อนักเรียน
6 โทษของอินเทอร์เน็ต
7 บริการบนอินเทอร์เน็ตมีอะไรบ้าง ได้แก่
8 อินเทอร์เน็ตมีกี่ประเภท
9 องค์ประกอบของอินเทอร์เน็ต ได้แก่
10 เว็บไซต์ใดให้บริการด้านดารสื่อสาร ค้นหาข้อมูล เกมส์ บล๊อกส่วนตัว ข่าวสาร
2 วิวัฒนาการของอินเทอร์เน็ต
3 ประเทศใดเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นครั้งแรก โดยหน่วยงานใด ปี ค.ศ. ใด
4 อินเทอร์เน็ตเข้ามาในประเทศเมื่อปี พ.ศ.ใด โดยหน่วยงานใด
5 ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตที่มีต่อนักเรียน
6 โทษของอินเทอร์เน็ต
7 บริการบนอินเทอร์เน็ตมีอะไรบ้าง ได้แก่
8 อินเทอร์เน็ตมีกี่ประเภท
9 องค์ประกอบของอินเทอร์เน็ต ได้แก่
10 เว็บไซต์ใดให้บริการด้านดารสื่อสาร ค้นหาข้อมูล เกมส์ บล๊อกส่วนตัว ข่าวสาร
วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554
การหาค่าเฉลี่ย
..สูตร (Formular)
.................เป็นสูตรที่เราสร้างขึ้นมาเอง โดยใช้สูตร Function ร่วมกับสูตรอื่นๆ
.................ในการป้อนสูตร ลงไปในเซลล์ สูตรทุกสูตรจะต้องขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย = เสมอ ถ้าไม่ใส่หรือใส่ผิดที่ โปรแกรมจะไม่คำนวณให้
................เครื่องหมายในการคำนวณ ใน Ms-Excel 97
.................1. เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ ....+ (บวก)....,.... - (ลบ)...., ....* (คูณ)....,
............................................................. / (หาร)...., ....^ (ยกกำลัง)....,....% (เปอร์เซ็นต์)
............................................................. / (หาร)...., ....^ (ยกกำลัง)....,....% (เปอร์เซ็นต์)
ตัวอย่างการใช้งาน
=256+179
=222-81
=153*3.5
=145/2
=10^2
=222-81
=153*3.5
=145/2
=10^2
.................2. เครื่องหมายทางตรรกะ ได้แก่........ > (มากกว่า) , ........ <.(น้อยกว่า)....... ,........ =.(เท่ากับ)......,.......................................................................................... <> (ไม่เท่ากับ)........ ,........ >= (มากกว่าหรือเท่ากับ)........ ,........ <= (น้อยกว่าหรือเท่ากับ)
| วิธีการคำนวณในเซลล์ |
1. การหารวมผลหรือการบวก
.....................................วิธีที่ 1 : การใส่สูตรคำนวณลงในเซลล์ ( ตามตัวอย่างในตาราง ) ในช่องรวมคะแนน วิชา ดร 221 ....................................................สูตรที่ป้อนคือ =69+21 จากกดแป้น Enter.....................................วิธีที่ 2 : การใช้ไอคอน รวมผลอัตโนมัติ
( ตามตัวอย่างในตาราง ) โดยวิธีการ คลิก แล้วลาก....................................................จาก 72 ถึง ช่องรวมคะแนน แล้วคลิกไอคอน 
2. การหาร้อยละของจำนวน.......ใช้วิธีการป้อนสูตรลงเซลล์ คือ =N1*100/N (ดังตารางตัวอย่าง).....................................................................จากตาราง ต้องการหา ร้อยละของจำนวนนักเรียนชาย 80 คน .....................................................................จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 190 คน
3. การหาจำนวนของร้อยละ ......ใช้วิธีการป้อนสูตรลงเซลล์ คือ = N*N1% (ดังตารางตัวอย่าง).....................................................................จากตาราง ต้องการหา จำนวนเงินที่ลด ในอัตราส่วนลด 15% จากราคาสุทธิ 650.-บาท
4. การหาเลขยกกำลัง
......................................สูตรการหาเลขยกกำลัง .....สมมุติว่า ต้องการหา...
...เท่ากับเท่าไหร่ ?......................................วิธีการป้อนสูตรคือ =100^2 .....กด Enter ผลลัพธ์ คือ 10000
............MS- Excel มีสูตร 2 ประเภท คือ ฟังก์ชั่น (Function) และ ฟอร์มูล่า (Formula) ทั้งสองอย่างนี้เราเรียกว่า สูตร
............Function เป็นสูตรสำเร็จรูป มาพร้อมกันกับMs - Excel เช่น ค่า Sum Max Min เป็นต้น
............Function เป็นสูตรสำเร็จรูป มาพร้อมกันกับMs - Excel เช่น ค่า Sum Max Min เป็นต้น
............การใช้ฟังก์ชั่นเพื่อการคำนวณ
| Fuction | หน้าที่ /รูปแบบ/ตัวอย่าง | การใช้สูตร |
| SUM | หาผลรวมของของตัวเลขตัวอย่าง Cell B5 ใส่ตัวเลข 69...............Cell B6 ใส่ตัวเลข 42...............Cell B7 ใส่ตัวเลข 36...............Cell B8 ใส่ตัวเลข 41 | =SUM(B5:B8) ...........ผลลัพธ์ 188 |
| AVERAGE | หาค่าเฉลี่ยของข้อมูล | =AVERAGE(15.2,16,13.5,12.4,18,12) |
| IF | ประมวลผลหาค่าจริงหรือเท็จ จากเงื่อนไขที่ระบุรูปแบบ =IF (เงื่อนไข, ค่ากรณีเงื่อนไขถูกต้อง, ค่ากรณีเงื่อนไขไม่ถูกต้อง) ตัวอย่าง กำหนดเงื่อนไขว่า ผลการเรียน 4 คือ นักเรียนที่ได้คะแนน ตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป (คะแนน 80 อยู่ในเซลล์ D6) | =IF(D6>=80,"4") |
| MAX | ค่าจำนวนสูงสุดรูปแบบ =MAX(N1, N2,...) | =MAX(15.2,16,13.5,12.4,18,12) |
| STDEV | ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน รูปแบบ =STDEV(N1, N2,...) | =STDEV(15.2,16,13.5,12.4,18,12) |
| MEDIAN | ค่ากลาง รูปแบบ | =MEDIAN(15.2,16,13.5,12.4,18,12) |
| MIN | ค่าต่ำสุดของจำนวนรูปแบบ =MIN (N1, N2,...) | =MIN(15.2,16,13.5,12.4,18,12) |
| ROUNDDOWN | ปัดตัวเลขลงรูปแบบ =ROUNDDOWN (ตัวเลข,จำนวนหลัก) | =ROUNDDOWN(12.345,2) ....ผลลัพธ์ 12.34 |
| ROUNDUP | ปัดตัวเลขขึ้นรูปแบบ =ROUNDUP (ตัวเลข,จำนวนหลัก) | =ROUNDUP(1234.5,-1) ....ผลลัพธ์ 12.40 |
| ROUND | ปัดตัวเลขขึ้น หรือลง รูปแบบ =ROUND(ตัวเลข,จำนวนหลัก) | =ROUND(12.345,2)....ผลลัพธ์ 12.35 |
............การวางฟังก์ชั่น...........คลิกเมาส์ที่ ไอคอน
..........จะปรากฎกรอบ วางฟังก์ชั่น........แต่ละฟังก์ชั่นจะมีคำอธิบายการใช้งานและรูปแบบการวางไว้
| .......................1. คำนวณตัดเกรด....................... |
เงื่อนไขการตัดสินผลการเรียนการสอน
ได้คะแนน 80 ขึ้นไป ............. ผลการเรียนเป็น 4
ได้คะแนน 79 - 70 ............... ผลการเรียนเป็น 3
ได้คะแนน 69 - 60 ............... ผลการเรียนเป็น 2
ได้คะแนน 59 - 50 ............... ผลการเรียนเป็น 1
ได้คะแนน 49 - 0 ................. ผลการเรียนเป็น 0
ได้คะแนน 79 - 70 ............... ผลการเรียนเป็น 3
ได้คะแนน 69 - 60 ............... ผลการเรียนเป็น 2
ได้คะแนน 59 - 50 ............... ผลการเรียนเป็น 1
ได้คะแนน 49 - 0 ................. ผลการเรียนเป็น 0
สูตรตัวอย่างที่ใช้
=IF(D5>=80,"4",IF(D5>=70,"3",IF(D5>=60,"2",IF(D5>=50,"1",IF(D5>=0,"0")))))
( คะแนนBw - Fn ของเลขที่ 1 อยู่ในเซลล์ D5 )
| ...2. คำนวณหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน.. |
กรณีตัวอย่างการหาค่า X-bar และ SD. ชั้น ม.5/1
สูตรการหาค่า X-bar
กดแป้น F2 ที่ เซลล์ L7
สูตรการหาค่า SD.
กดแป้น F2 ที่ เซลล์ M7 |
ให้ป้อนสูตรในลงเซลล์ที่ว่าง ในที่นี้คือ N7 |
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
การเขียนผังงาน
ผังงานและการเขียนโปรแกรม
ผังงาน (flowchart) คือ แผนภาพซึ่งแสดงลำดับขั้นตอนของการทำงาน โดยแต่ละขั้นตอนจะถูกแสดงโดยใช้สัญลักษณ์ซึ่งมีความหมายบ่งบอกว่า ขั้นตอนนั้น ๆ มีลักษณะการทำงาน ทำให้ง่ายต่อความเข้าใจ ว่าในการทำงานนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง และมีลำดับอย่างไร
ผังงานกับชีวิตประจำวัน
การทำงานหลายอย่างในชีวิตประจำวัน จะมีลักษณะที่เป็นลำดับขั้นตอน ซึ่งก่อนที่ท่านจะได้ศึกษาวิธีการเขียนผังงานโปรแกรม จะแนะนำให้ท่านลองฝึกเขียนผังงานที่แสดงการทำงานในชีวิตประจำวันวันก่อนเพื่อเป็น การสร้างความคุ้นเคยกับสัญลักษณ์รูปภาพต่าง ๆ ที่จะมีใช้ในผังงานโปรแกรมต่อไป ดัง ตัวอย่าง 1 เขียนผังงานที่แสดงขั้นตอนการส่งจดหมาย
ตัวอย่างที่ 2 เขียนผังงานแสดงวิธีการรับประทานยา ที่แบ่งขนาดรับประทานตามอายุของผู้ทานดังนี้
• อายุมากกว่า 10 ปี รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชา
• อายุมากกว่า 3 ปี ถึง 10 ปี รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา
• อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 3 ปี รับประทานครั้งละ 1/2 ช้อนชา
• แรกเกิดถึง 1 ปี ห้ามรับประทาน
• อายุมากกว่า 10 ปี รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชา
• อายุมากกว่า 3 ปี ถึง 10 ปี รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา
• อายุมากกว่า 1 ปี ถึง 3 ปี รับประทานครั้งละ 1/2 ช้อนชา
• แรกเกิดถึง 1 ปี ห้ามรับประทาน
โครงสร้างการทำงานแบบมีการเลือก ( Selection ) เป็นโครงสร้างที่ใช้การตรวจสอบเงื่อนไขเพื่อการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยโครงสร้างแบบนี้จะมีอยู่ด้วยกัน 2 รูปแบบ คือ IF - THEN - ELSE และ IF - THEN
โครงสร้างแบบ IF - THEN - ELSE เป็นโครงสร้างที่จะทำการเปรียบเทียบเงื่อนไขที่ใส่ไว้ในส่วนหลังคำว่า IF และเมื่อได้ผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบก็จะเลือกว่าจะทำงานต่อในส่วนใด กล่าวคือถ้าเงื่อนไขเป็นจริง ( TRUE ) ก็จะเลือกไปทำงานต่อที่ส่วนที่อยู่หลัง THEN แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ( FALSE ) ก็จะไปทำงานต่อในส่วนที่อยู่หลังคำว่า ELSE
แต่ถ้าสำหรับโครงสร้างแบบ IF - THEN เป็นโครงสร้างที่ไม่มีการใช้ ELSE ดังนั้น ถ้ามีการเปรียบเทียบเงื่อนไขที่อยู่หลัง IF มีค่าเป็นจริง ก็จะไปทำส่วนที่อยู่หลัง Then แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จ ก็จะไปทำคำสั่งที่อยู่ถัดจาก IF - THEN แทน
ตัวอย่าง 3 การเขียนผังงานอ่านค่าข้อมูลเข้ามาเก็บไว้ในตัวแปร A และ B แล้วทำการเปรียบเทียบในตัวแปรทั้งสอง โดยมีเงื่อนไขดังนี้
• ถ้า A มากกว่า B ให้คำนวณหาค่า A - B และเก็บผลลัพธ์ไว้ในตัวแปรชื่อ RESULT
• ถ้า A น้อยกว่าหรือเท่ากับ B ให้คำนวณหาค่า A + B และเก็บผลลัพธ์ไว้ในตัวแปรชื่อ RESULT
• ถ้า A มากกว่า B ให้คำนวณหาค่า A - B และเก็บผลลัพธ์ไว้ในตัวแปรชื่อ RESULT
• ถ้า A น้อยกว่าหรือเท่ากับ B ให้คำนวณหาค่า A + B และเก็บผลลัพธ์ไว้ในตัวแปรชื่อ RESULT
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
ตัวอย่างการเขียนโครงงานอย่างย่อเล่ม
การเขียนรายงานโครงงาน
เป็นการนำเสนอผลของการศึกษาในรูปแบบของการเขียนรายงาน ซึ่งแสดงถึงขั้นตอนวิธีการทำโครงงาน ผลของการศึกษาและการอภิปรายสรุปผลการศึกษา โดยรูปแบบของการเขียนรายงานประกอบด้วย
1. ปกหน้า
2. ปกใน
3. บทคัดย่อ
อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อ เช่น
อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อ เช่น
บทคัดย่อ
โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง แผ่นปูนซีเมนต์จากชานอ้อย
โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง แผ่นปูนซีเมนต์จากชานอ้อย
คณะผู้จัดทำ
1. ด.ญ. ขนิษฐา อุทธา เลขที่ 23 ชั้น ม. 3/1
2. ด.ญ. พรพระเทพ เลี่ยมชาญชัย เลขที่ 24 ชั้น ม. 3/1
3. ด.ญ. วิภาวรรณ เชื้อทอง เลขที่ 25 ชั้น ม. 3/1
4. ด.ญ. กิตติมา หว่างบุญ เลขที่ 35 ชั้น ม. 3/1
สถานศึกษา โรงเรียนวัดราชาธิวาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
รายวิชา โครงงานวิทยาศาสตร์ (ว 30203) ปีการศึกษา 2549
1. ด.ญ. ขนิษฐา อุทธา เลขที่ 23 ชั้น ม. 3/1
2. ด.ญ. พรพระเทพ เลี่ยมชาญชัย เลขที่ 24 ชั้น ม. 3/1
3. ด.ญ. วิภาวรรณ เชื้อทอง เลขที่ 25 ชั้น ม. 3/1
4. ด.ญ. กิตติมา หว่างบุญ เลขที่ 35 ชั้น ม. 3/1
สถานศึกษา โรงเรียนวัดราชาธิวาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1
รายวิชา โครงงานวิทยาศาสตร์ (ว 30203) ปีการศึกษา 2549
โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง แผ่นปูนจากชานอ้อย จัดทำขึ้นเพื่อหาวัสดุทดแทนในการผลิตแผ่นปูนซีเมนต์ เป็นการลดการใช้ทรัพยากรประเภท กรวด ทราย ซึ่งมีปริมาณลดน้อยลง อีกทั้งเป็นการนำวัสดุที่เหลือทิ้งกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์อีกครั้ง ในการทดลองครั้งนี้ได้นำชานอ้อย มาเป็นส่วนผสม โดยการตัดชานอ้อยแห้งออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ยาวประมาณครึ่งนิ้ว จากนั้นนำปูนซีเมนต์ ชานอ้อย ทรายและน้ำ มาผสมในอัตราส่วนต่างๆ แล้วเทใส่บล็อก นำไปตากให้แห้ง ตรวจสอบคุณภาพของแผ่นปูนซีเมนต์ชานอ้อย พบว่าอัตราส่วนระหว่างปูนซีเมนต์ ชานอ้อย ทรายและน้ำ ในอัตราส่วน 10 : 1 : 5 : 10 เป็นอัตราส่วนที่ดีที่สุด ทนต่อแรงกระแทกขนาด 20 นิวตัน ในระดับความสูง 5 เมตรได้ แผ่นปูนที่ได้มีลักษณะผิวค่อนข้างเรียบ ดังนั้นผลการทดลองไม่สนับสนุนสมมติฐานที่ว่า ถ้าอัตราส่วนของวัสดุที่ใช้ผสมมีผลต่อคุณภาพของแผ่นปูนซีเมนต์ ดังนั้น อัตราส่วนที่ดีที่สุดคืออัตราส่วนที่มีส่วนผสมของวัสดุเท่าๆ กัน กล่าวคือ การทดลองที่ใช้ส่วนผสมในอัตราส่วนที่เท่าๆ กัน ปรากฏว่า เนื้อของแผ่นปูนไม่เรียบ สามารถใช้มือบิให้แตกออกจากกันได้ ส่วนอัตราส่วนที่ดีที่สุดนั้นมีความแข็งแรงสามารถใช้ในการปูรองบนพื้นได้ แต่ยังไม่แข็งแรงพอที่จะนำไปใช้ในการก่อสร้างผนังอาคาร และปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ชานอ้อยจะดูดซับน้ำได้มาก ทำให้แผ่นปูนแห้งก่อนที่จะเกาะตัวกัน จึงต้องนำชานอ้อยแห้งแช่น้ำปูนซีเมนต์ก่อนที่จะทำการผสม ดังนั้นถ้าจะนำชานอ้อยไปใช้เป็นวัสดุทดแทน จึงต้องพัฒนาอัตราส่วนที่เหมาะสมต่อไป หรือหาวัสดุอื่นที่ไม่ดูดซับน้ำมาทดแทน
4. กิตติกรรมประกาศ
เขียนบรรยายแสดงความขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุน ให้คำปรึกษาและคำแนะนำต่าง ๆ ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เช่น
เขียนบรรยายแสดงความขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุน ให้คำปรึกษาและคำแนะนำต่าง ๆ ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เช่น
กิตติกรรมประกาศ
ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องแผ่นปูนซีเมนต์จากชานอ้อยในครั้งนี้ คณะผู้จัดทำได้รับความอนุเคราะห์จากกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในการให้ยืมอุปกรณ์การทดลอง นักการภารโรงที่ช่วยต่อแบบพิมพ์ สำหรับหล่อแผ่นปูน และบุคคลที่ทำให้การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำโครงงานได้ อีกทั้งให้คำปรึกษาแนะนำในการทำโครงงานอย่างเป็นกันเอง คือ ครูจันทิมา สุขพัฒน์ รวมทั้งผู้ปกครองของเพื่อนในกลุ่ม และคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้า ที่ให้การสนับสนุนในด้านของงบประมาณและการให้ข้อเสนอแนะต่างๆ คณะผู้จัดทำโครงงานจึงขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่องแผ่นปูนซีเมนต์จากชานอ้อยในครั้งนี้ คณะผู้จัดทำได้รับความอนุเคราะห์จากกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในการให้ยืมอุปกรณ์การทดลอง นักการภารโรงที่ช่วยต่อแบบพิมพ์ สำหรับหล่อแผ่นปูน และบุคคลที่ทำให้การทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยดี สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำโครงงานได้ อีกทั้งให้คำปรึกษาแนะนำในการทำโครงงานอย่างเป็นกันเอง คือ ครูจันทิมา สุขพัฒน์ รวมทั้งผู้ปกครองของเพื่อนในกลุ่ม และคุณพ่อคุณแม่ของข้าพเจ้า ที่ให้การสนับสนุนในด้านของงบประมาณและการให้ข้อเสนอแนะต่างๆ คณะผู้จัดทำโครงงานจึงขอขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
5. สารบัญ
6. บทที่ 1 บทนำ
6.1 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
อธิบายความสำคัญของโครงงาน เหตุผลที่เลือกทำโครงงานเรื่องนี้ และหลักการหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำโครงงาน เรื่องที่ทำเป็นเรื่องใหม่หรือมีผู้อื่นเคยศึกษามาแกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แล้วถ้ามีได้ผลเป็นอย่างไร และเรื่องที่ทำนี้เป็นการขยายผลหรือปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทำไว้แล้วอย่างไรบ้าง
6.2 จุดประสงค์ของโครงงาน
6.3 สมมติฐาน
6.4 ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
6.4.1 นิยามเชิงปฏิบัติการ
6.4.2 ข้อจำกัดในการศึกษา / ทดลอง
6. บทที่ 1 บทนำ
6.1 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
อธิบายความสำคัญของโครงงาน เหตุผลที่เลือกทำโครงงานเรื่องนี้ และหลักการหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำโครงงาน เรื่องที่ทำเป็นเรื่องใหม่หรือมีผู้อื่นเคยศึกษามาแกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แล้วถ้ามีได้ผลเป็นอย่างไร และเรื่องที่ทำนี้เป็นการขยายผลหรือปรับปรุงจากเรื่องที่ผู้อื่นทำไว้แล้วอย่างไรบ้าง
6.2 จุดประสงค์ของโครงงาน
6.3 สมมติฐาน
6.4 ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า
6.4.1 นิยามเชิงปฏิบัติการ
6.4.2 ข้อจำกัดในการศึกษา / ทดลอง
7. บทที่ 2 เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
เป็นการเขียนข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำโครงงาน โดยการสรุปเป็นองค์ความรู้ของตนเอง หรือคัดลอกข้อความจากหนังสือ โดยถ้าเป็นการสรุปองค์ความรู้เป็นของตนเอง ต้องอ้างอิงเอกสารที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมท้ายเล่มรายงาน แต่ถ้าเป็นการคัดลอกข้อความนั้นมา โดยไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหา ให้อ้างอิงในการเขียนด้วย ซึ่งการอ้างอิงที่เป็นที่นิยมคือ การอ้างอิงแบบนาม – ปี และควรระบุเลขหน้าไว้ด้วย จากนั้นต้องอ้างอิงในเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมท้ายเล่มรายงานด้วยเช่นกัน
เป็นการเขียนข้อสรุปที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการทำโครงงาน โดยการสรุปเป็นองค์ความรู้ของตนเอง หรือคัดลอกข้อความจากหนังสือ โดยถ้าเป็นการสรุปองค์ความรู้เป็นของตนเอง ต้องอ้างอิงเอกสารที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมท้ายเล่มรายงาน แต่ถ้าเป็นการคัดลอกข้อความนั้นมา โดยไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหา ให้อ้างอิงในการเขียนด้วย ซึ่งการอ้างอิงที่เป็นที่นิยมคือ การอ้างอิงแบบนาม – ปี และควรระบุเลขหน้าไว้ด้วย จากนั้นต้องอ้างอิงในเอกสารอ้างอิงหรือบรรณานุกรมท้ายเล่มรายงานด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างการอ้างอิงแบบนาม – ปี เช่น
พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2550 : 47) ได้ให้ความหมายของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ไว้ว่า เป็นการศึกษาเพื่อค้นพบข้อความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ด้วยตัวของนักเรียนเอง และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีครูอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษา
8. บทที่ 3 วัสดุ – อุปกรณ์และวิธีดำเนินการ
8.1 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
8.2 วิธีดำเนินการ / วิธีทดลอง
อธิบายขั้นตอนการดำเนินการหรือขั้นตอนการทดลองโดยละเอียด
8.1 วัสดุอุปกรณ์และสารเคมี
8.2 วิธีดำเนินการ / วิธีทดลอง
อธิบายขั้นตอนการดำเนินการหรือขั้นตอนการทดลองโดยละเอียด
9. บทที่ 4 ผลการสำรวจ / ศึกษา / ผลการทดลอง
นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการสำรวจรวบรวมข้อมูล หรือจากการทดลองต่าง ๆ ที่สังเกตรวบรวมได้ รวมทั้งเสนอผลงานการวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ด้วย ซึ่งอาจนำเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภาพ แผนภูมิต่างๆ ก็ได้
นำเสนอข้อมูลที่ได้จากการสำรวจรวบรวมข้อมูล หรือจากการทดลองต่าง ๆ ที่สังเกตรวบรวมได้ รวมทั้งเสนอผลงานการวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ด้วย ซึ่งอาจนำเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภาพ แผนภูมิต่างๆ ก็ได้
10. บทที่ 5 อภิปรายผลและสรุปผลการสำรวจ
การอภิปรายผล เป็นการนำหลักการ ทฤษฎีที่ได้สืบค้นมาในบทที่ 2 มาอธิบายสนับสนุนผลของการทดลองที่เกิดขึ้นว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ โดยการอภิปรายผลจากการวิเคราะห์ มีความสมเหตุสมผล น่าเชื่อถือ แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง อภิปรายถึงจุดอ่อนของการทำโครงงาน องค์ประกอบที่ไม่ได้ควบคุมที่มีอิทธิพลต่อผลการศึกษาในการทำโครงงาน และอภิปรายถึงความสำคัญของผลการศึกษา
การสรุปผล เป็นการสรุปผลตามวัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุไว้ด้วยว่า ข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือยังสรุปไม่ได้
การอภิปรายผล เป็นการนำหลักการ ทฤษฎีที่ได้สืบค้นมาในบทที่ 2 มาอธิบายสนับสนุนผลของการทดลองที่เกิดขึ้นว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ โดยการอภิปรายผลจากการวิเคราะห์ มีความสมเหตุสมผล น่าเชื่อถือ แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องกับแนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง อภิปรายถึงจุดอ่อนของการทำโครงงาน องค์ประกอบที่ไม่ได้ควบคุมที่มีอิทธิพลต่อผลการศึกษาในการทำโครงงาน และอภิปรายถึงความสำคัญของผลการศึกษา
การสรุปผล เป็นการสรุปผลตามวัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุไว้ด้วยว่า ข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรือไม่สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือยังสรุปไม่ได้
11. เอกสารอ้างอิง / บรรณานุกรม
เป็นการอ้างอิง อ้างถึงหนังสือและหรือเอกสารต่าง ๆ ที่ผู้ทำโครงงานใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำโครงงานนี้
เป็นการอ้างอิง อ้างถึงหนังสือและหรือเอกสารต่าง ๆ ที่ผู้ทำโครงงานใช้ในการค้นคว้าหาข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ในการทำโครงงานนี้
ตัวอย่าง การเขียนรายการอ้างอิงหนังสือ
พิมพันธ์ เดชะคุปต์. การสอนคิดด้วยโครงงาน. ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550.
พิมพันธ์ เดชะคุปต์. การสอนคิดด้วยโครงงาน. ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550.
บทบาทของคอมพิวเตอร์
วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554
อธิบายประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้
1. ชื่อโครงงาน
ชื่อโครงงานเป็นสิ่งสำคัญประการแรก เพราะชื่อโครงการจะช่วยโยงความคิดไปถึงวัตถุประสงค์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และควรกำหนดชื่อโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักด้วย
การตั้งชื่อโครงงานของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นิยมตั้งชื่อให้มีความกะทัดรัดและดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน ผู้ฟัง แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องเข้าใจปัญหาที่สนใจศึกษาอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การเข้าใจวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย เช่น
โครงงานวิทยาศาสตร์ ชื่อ “ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวันตัวน้อย” ซึ่งปัญหาเรื่องที่สนใจศึกษาคือถุงน้ำพลาสติกสามารถไล่แมลงวันที่มาตอมอาหารได้จริงหรือ จากเรื่องดังกล่าวผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ บางคนหรือบางคณะอาจสนใจตั้งชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ ว่า “การศึกษาการไล่แมลงวันด้วยถุงน้ำพลาสติก” หรือ “ผลการใช้ถุงน้ำพลาสติกต่อการไล่แมลงวัน” ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามจะตั้งชื่อโครงการในแบบใด ๆ นั้น ต้องคำนึงถึงความสามารถที่จะสื่อความหมายถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจน
2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
การเขียนชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งดีเพื่อจะได้ทราบว่าโครงงานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใครและสามารถติดตามได้ที่ใด
3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
การเขียนชื่อผู้ให้คำปรึกษาควรให้เกียรติยกย่องและเผยแพร่ รวมทั้งขอบคุณที่ได้ให้คำแนะนำการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จนบรรลุเป้าหมาย
4. บทคัดย่อ
อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้
ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อประมาณ 300-350 คำ
(ถ้าใช้โปรแกรม Microsoft Word ในการพิมพ์สามารถตรวจสอบจำนวนคำจาก
เมนูเครื่องมือ เลือกคำสั่งนับจำนวนคำ...)
ชื่อโครงงานเป็นสิ่งสำคัญประการแรก เพราะชื่อโครงการจะช่วยโยงความคิดไปถึงวัตถุประสงค์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ และควรกำหนดชื่อโครงการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักด้วย
การตั้งชื่อโครงงานของนักเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา นิยมตั้งชื่อให้มีความกะทัดรัดและดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน ผู้ฟัง แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องเข้าใจปัญหาที่สนใจศึกษาอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การเข้าใจวัตถุประสงค์ของการศึกษาอย่างแท้จริงด้วย เช่น
โครงงานวิทยาศาสตร์ ชื่อ “ถุงพลาสติกพิชิตแมลงวันตัวน้อย” ซึ่งปัญหาเรื่องที่สนใจศึกษาคือถุงน้ำพลาสติกสามารถไล่แมลงวันที่มาตอมอาหารได้จริงหรือ จากเรื่องดังกล่าวผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ บางคนหรือบางคณะอาจสนใจตั้งชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ ว่า “การศึกษาการไล่แมลงวันด้วยถุงน้ำพลาสติก” หรือ “ผลการใช้ถุงน้ำพลาสติกต่อการไล่แมลงวัน” ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตามจะตั้งชื่อโครงการในแบบใด ๆ นั้น ต้องคำนึงถึงความสามารถที่จะสื่อความหมายถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจน
2. ชื่อผู้จัดทำโครงงาน
การเขียนชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งดีเพื่อจะได้ทราบว่าโครงงานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของใครและสามารถติดตามได้ที่ใด
3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
การเขียนชื่อผู้ให้คำปรึกษาควรให้เกียรติยกย่องและเผยแพร่ รวมทั้งขอบคุณที่ได้ให้คำแนะนำการทำโครงงานวิทยาศาสตร์จนบรรลุเป้าหมาย
4. บทคัดย่อ
อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้
ตลอดจนข้อสรุปต่าง ๆ อย่างย่อประมาณ 300-350 คำ
(ถ้าใช้โปรแกรม Microsoft Word ในการพิมพ์สามารถตรวจสอบจำนวนคำจาก
เมนูเครื่องมือ เลือกคำสั่งนับจำนวนคำ...)
| 5. กิตติกรรมประกาศ (คำขอบคุณ) |
| ส่วนใหญ่โครงงานวิทยาศาสตร์มักจะเป็นกิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย |
| ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ จึงควรได้กล่าวขอบคุณบุคลากรหรือ |
| หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยให้โครงงานนี้สำเร็จด้วย |
| 6. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน |
| ในการเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์ ผู้ทำโครงงานจำเป็นต้องศึกษา หลักการทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องที่สนใจจะศึกษา หรือพูดเข้าใจง่าย ๆ ว่าเรื่องที่สนใจจะศึกษานั้นต้องมีทฤษฎีแนวคิดสนับสนุน เพราะความรู้เหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญในเรื่องต่อไปนี้ |
| - แนวทางตั้งสมมติฐานของเรื่องที่ศึกษา |
| - แนวทางในการออกแบบการทดลองหรือการรวบรวมข้อมูล |
| - ใช้ประกอบการอภิปรายผลการศึกษา ตลอดจนเสนอแนะเพื่อนำความรู้และ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ค้นพบไปใช้ประโยชน์ต่อไป |
| การเขียนที่มาและความสำคัญของโครงงาน คือ การอธิบายให้กระจ่างชัดว่าทำไม ต้องทำ ทำแล้วได้อะไร หากไม่ทำจะเกิดผลเสียอย่างไร ซึ่งมีหลักการเขียนคล้ายการเขียนเรียงความ ทั่ว ๆ ไป คือ มีคำนำ เนื้อเรื่อง และสรุป |
ส่วนที่ 1 คำนำ : |
| เป็นการบรรยายถึงนโยบาย เกณฑ์ สภาพทั่ว ๆ ไป หรือปัญหาที่มีส่วนสนับสนุนให้ริเริ่มทำโครงงานวิทยาศาสตร์ |
| ส่วนที่ 2 เนื้อเรื่อง : |
| อธิบายถึงรายละเอียดเชื่อมโยงให้เห็นประโยชน์ของการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยมี หลักการ ทฤษฎีสนับสนุนเรื่องที่ศึกษา หรือการบรรยายผลกระทบ ถ้าไม่ทำโครงงานเรื่องนี้ |
ส่วนที่ 3 สรุป : |
| สรุปถึงความจำเป็นที่ต้องดำเนินการตามส่วนที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหา ค้นข้อความรู้ใหม่ ค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ให้เป็นไปตามเหตุผลส่วนที่ 1 |
| 7. วัตถุประสงค์ของการทำโครงงาน |
| วัตถุประสงค์ คือ กำหนดจุดมุ่งหมายปลายทางที่ต้องการให้เกิดจากการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ในการเขียนวัตถุประสงค์ ต้องเขียนให้ชัดเจน อ่านเข้าใจง่ายสอดคล้องกับชื่อโครงงาน หากมีวัตถุประสงค์หลายประเด็น ให้ระบุเป็นข้อ ๆ การเขียนวัตถุประสงค์มีความสำคัญต่อแนวทาง การศึกษา ตลอดจนข้อความรู้ที่ค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์ที่ค้นพบนั้นจะมีความสมบูรณ์ครบถ้วน คือ ต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทุก ๆ ข้อ |
| 8. สมมติฐานของการศึกษา |
| สมมติฐานของการศึกษา เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงาน ต้องให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เป็นการกำหนดแนวทางในการออกแบบการทดลองได้ชัดเจนและรอบคอบ ซึ่งสมมติฐานก็คือ การคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีหลักและเหตุผล ตามหลักการ ทฤษฎี รวมทั้งผลการศึกษาของโครงงานที่ได้ทำมาแล้ว |
| 9. ขอบเขตของการทำโครงงาน |
| ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการทำโครงงาน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา |
| 1. การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ การกำหนดประชากรที่ศึกษาอาจเป็นคนหรือสัตว์หรือพืช ชื่อใด กลุ่มใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เมื่อเวลาใด รวมทั้งกำหนด กลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเหมาะสมเป็นตัวแทนของประชากรที่สนใจศึกษา |
| 2. ตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนมากมักเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอกชนิดของ ตัวแปรอย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งการควบคุมตัวแปรที่ไม่สนใจศึกษา เป็นทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องเข้าใจ ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็น ตัวแปรตาม และตัวแปรใดบ้างเป็นตัวแปรที่ต้องควบคุมเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและ ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน |
| 10. วิธีดำเนินการ |
| วิธีดำเนินการ หมายถึง วิธีการที่ช่วยให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการทำ โครงงาน ตั้งแต่เริ่มเสนอโครงการกระทั่งสิ้นสุดโครงการ ซึ่งประกอบด้วย |
| 1. การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา |
| 2. การสร้างเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล |
| 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล |
| 4. การวิเคราะห์ข้อมูล |
| ในการเขียนวิธีดำเนินการให้ระบุกิจกรรมที่ต้องทำให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง เรียงลำดับกิจกรรมก่อนและหลังให้ชัดเจน เพื่อสามารถนำโครงการไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง |
| 11. ผลการศึกษาค้นคว้า |
| นำเสนอข้อมูลหรือผลการทดลองต่าง ๆ ที่สังเกตรวบรวมได้ รวมทั้งเสนอผล |
| การวิเคราะห์ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ด้วย |
| 12. สรุปผลและข้อเสนอแนะ |
| อธิบายผลสรุปที่ได้จากการทำโครงงาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐาน ควรระบุด้วยว่าข้อมูล |
| ที่ได้สนับสนุนหรือคัดค้านสมติฐานที่ตั้งไว้ หรือยังสรุปไม่ได้ อกจากนี้ยังควรกล่าวถึงการนำผล |
| การทดลองไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทำโครงงานหรือข้อสังเกตที่สำคัญหรือข้อผิดพลาด |
| บางประการที่เกิดขึ้นจากการทำโครงงานนี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงแก้ไข หากมีผู้ศึกษา |
| ค้นคว้าในเรื่องที่ทำนองนี้ต่อไปในอนาคตด้วย |
| 13. เอกสารอ้างอิง |
| เอกสารอ้างอิง คือ รายชื่อเอกสารที่นำมาอ้างอิงเพื่อประกอบการทำโครงงาน วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรเขียนตามหลักการ ที่นิยมกัน |
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

